ได้เวลาออกกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคล

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราคงได้ยินข่าวบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

หลายคนอาจรู้สึกว่าภาวะ ‘ล้มละลาย’ หมายถึงความล้มเหลวที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเด็ดขาดและรู้สึกอับอาย แต่ในความจริงแล้วการยื่นขอล้มละลายมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้หยุดภาระดอกเบี้ยและกลับมาทำแผนจัดการหนี้เพื่อหาทางออก

ในอีกมุมหนึ่ง กฎหมายล้มละลายจึงเป็นการสร้าง ‘ชีวิตใหม่’ ให้กับลูกหนี้ แต่น่าเสียดายที่กฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจนั้นเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ทั้งที่ในขณะนี้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญผลกระทบจาก โควิด-19 จนแบกรับหนี้ไม่ไหวเช่นเดียวกับการบินไทย

Fair Finance Thailand อยากชวนมาอ่านว่า ทำไมเวลานี้จึงเป็น ‘ควรจำเป็นเร่งด่วน’ ที่รัฐควรออก ‘กฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคล’ ก่อนปัญหาหนี้เสียจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง

#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆ

อาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียจำนวนมหาศาลเป็นประวัติการณ์ จากวิกฤตโควิด -19

ตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวม ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 พบว่า มีลูกหนี้รายย่อยรวมถึงกลุ่ม SMEs เข้ารับการช่วยเหลือจากมาตรการของสถาบันการเงินต่างๆ มากถึง 13.8 ล้านราย มียอดหนี้กว่า 3.8 ล้านล้านบาท

ที่สำคัญ ตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะซึมยาว 3-6 เดือน จนกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและส่งออกจะฟื้นตัว สองหัวหอกเศรษฐกิจไทยนี้สร้างรายได้เข้าประเทศ ถึง 70% ของจีดีพีแต่ละปีเลยทีเดียว

สมมติว่า หากมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงินหมดแล้ว แต่ลูกหนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวหรือมีกำลังจ่ายหนี้ได้ไหวสัก 10% ก็เท่ากับเมืองไทยอาจมีโอกาสได้ต้อนรับบุคคลล้มละลายหน้าใหม่ อีก 1.38 ล้านคนเลยทีเดียว

ด้วยจำนวนหลัก ‘ล้านคน’ นั้นมากเกินกว่าศักยภาพของระบบล้มละลายและกลไกการบังคับคดีที่มีอยู่ปัจจุบันจะรับไหว และจะฉุดรั้งปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมให้ลงเหวไปกว่าเดิม

ดังนั้นการแก้กฎหมายล้มละลายเพื่อเปิดช่องให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาสามารถยื่นล้มละลายโดยสมัครใจ ไม่ต่างจากนิติบุคคล จึงจำเป็นในวิกฤตเช่นนี้มาก

สังคมและเศรษฐกิจไทยก็จะได้ประโยชน์อย่างน้อย 3 ข้อดังต่อไปนี้

ข้อที่ 1 การล้มละลายโดยสมัครใจ เท่ากับเป็นการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ ให้ลูกหนี้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า การล้มละลายโดยความสมัครใจของลูกหนี้บุคคล ดีกว่าการล้มละลายที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างไร

อย่างแรกที่เราต้องเข้าใจก่อน คือ การล้มละลายของบุคคลธรรมดาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ จากนั้นก็นำทรัพย์สินขายทอดตลาด โดยที่ลูกหนี้จะไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้เลย ทั้งการเปิดบัญชีธนาคาร การโอนเงิน การถอนเงิน ไม่สามารถดำรงตำแหน่งในบริษัท หรือแม้แต่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้น ยังต้องใช้ชีวิตและหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปในสังคม

แต่การล้มละลายโดยสมัครใจ เปิดโอกาสให้เขาจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพการเงินของตัวเองมาเสนอต่อศาลและเจ้าหนี้ โดยไม่ต้องถูกยึดทรัพย์สิน สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน และยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ไม่ต่างกับการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ อีกครั้ง

ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (UNCITRAL) ค่อนข้างให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ แก่ลูกหนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ตาม

ข้อที่ 2 กระบวนการล้มละลายโดยสมัครใจเป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้มากกว่าการล้มละลายเพราะถูกศาลสั่ง

เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนการจัดการหนี้ ลูกหนี้ย่อมรู้สถานะทางการเงินของตัวเองดีกว่าเจ้าหนี้ ว่ามีหนี้อยู่เท่าไร กับเจ้าหนี้รายใดบ้าง

การเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทำแผนจัดการหนี้ และยังทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง อาจเป็นวิธีที่ดีกว่าการบีบบังคับให้ลูกหนี้ขายทรัพย์สินมาใช้หนี้ เพราะสุดท้ายเจ้าหนี้อาจได้รับการชำระหนี้คืนมากกว่าเงินที่ได้จากการบังคับขายทรัพย์สิน

ที่สำคัญคือ กระบวนการนี้ยังช่วยให้เจ้าหนี้รายย่อย ไม่เสียเปรียบเจ้าหนี้รายใหญ่ที่มีระบบการติดตามตรวจสอบลูกหนี้ดีกว่าด้วย เพราะสามารถบังคับทรัพย์สินของลูกหนี้จนถึงที่สุดแล้วค่อยมาฟ้องล้มละลายก็ยังได้

ข้อที่ 3 การล้มละลายโดยสมัครใจ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความรู้ทางการเงินแก่ลูกหนี้

เพราะเครื่องมือสำคัญของกระบวนการยื่นล้มละลายโดยสมัครใจส่วนบุคคล ก็คือ แผนจัดการหนี้สิน ซึ่งเปรียบได้กับ แผนฟื้นฟูกิจการของนิติบุคคล

ลูกหนี้จะต้องทำแแผนนี้มาเสนอต่อศาลและเจ้าหนี้ เพื่อประเมินทรัพย์สินว่าจะนำไปสร้างรายได้ในอนาคตต่อไปได้อย่างไร โดยเปิดโอกาสให้นักการเงินมืออาชีพได้มีบทบาทสร้างความรู้ทางการเงินโดยตรง เข้ามาเป็นผู้จัดทำแผนและให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้

พร้อมกันนั้นยังสามารถกำหนดให้ลูกหนี้ต้องเข้ารับคำปรึกษาเรื่องความรู้ทางการเงินเป็นเวลาไม่น้อยกว่ากี่ชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนด

วิธีการนี้นอกจากจะทำให้ระบบการจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยเพิ่มพูนความเรื่องเรื่องการเงินให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งจะเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้าง ‘ชีวิตใหม่’ ในอนาคต

เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นลูกหนี้ชักดาบ อยากลดหนี้ทั้งที่มีเงินจ่าย

ตามแนวทางสากลของ UNCITRAL และกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจของนานาประเทศ ได้วางมาตรการป้องกัน อย่าง การให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบคำร้องขอเริ่มกระบวนการ การกำหนดบทลงโทษหากให้ข้อมูลเท็จ และการกำหนดเงื่อนไขที่จะเริ่มกระบวนการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันเจตนาไม่สุจริตของลูกหนี้

ที่สำคัญยังสามารถแบ่งกระบวนการจัดการออกเป็นย่อยๆ ตามความเหมาะสมของกลุ่มลูกหนี้แต่ละประเภท เช่น เกษตรกร มนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกอบการเดี่ยว

และยังสามารถปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณา ขั้นตอนการพิพากษา รวมทั้งขั้นตอนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วกว่ากฎหมายล้มละลายปัจจุบันอีกด้ว

เพราะฉะนั้น การออกกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคลธรรมดา จึงเป็นกลไกสำคัญที่ประเทศไทยควรมีมานานแล้ว

ยิ่งในวิกฤตโควิด-19 ก็ยิ่งมีความจำเป็นยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมลุกลามเกินความจำเป็น

แต่แน่นอน ก็ต้องไม่ลืมว่า กระบวนการนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รัฐควรจะดำเนินการเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็น

ทั้งการทำทะเบียนหลักประกันระดับชาติ (collateral registry), การทยอยซื้อสินทรัพย์มาเก็บชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสินทรัพย์ถูกขายทอดตลาดพร้อมกัน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน และสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดี มีคุณภาพ และตอบสนองชีวิตของชาวไทยอย่างแท้จริง