ควรกู้เพิ่มดีไหม?

ในช่วงวิกฤตโควิดธนาคารต่างๆ ล้วนออกเงินกู้ฉุกเฉินมาช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อยและภาคธุรกิจอัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างต่ำดึงดูดใจเนื่องจากเป็นมาตรการช่วยเหลือแต่คำถามสำคัญคือถ้ามีหนี้อยู่แล้วเราควรกู้ดีไหม?

Fair Finance Thailand อยากแนะนำข้อควรคิดก่อนตัดสินใจสร้างหนี้เพิ่ม

ก่อนกู้เงิน เราควรคิดสะระตะว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้เราขาดหายหรือไม่แน่นอน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ควรถามคำถาม 3 ข้อกับตัวเองก่อนเรียงตามลำดับต่อไปนี้

1. เราจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ หรือเปล่า

2. มีวิธีอื่นนอกเหนือจากการกู้หรือไม่

3. เรามีกำลังชำระหนี้ใหม่คืนหรือเปล่า

#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆ

ขั้นแรกคือต้องทบทวนกับตัวเองว่าอยากกู้เพราะอะไร (อย่าลืมว่า การรูดบัตรเครดิตก็เป็นการกู้เงินแบบหนึ่งนะ!) โดยอาจแบ่งตามความจำเป็นเร่งด่วนได้ 4 เรื่องคร่าวๆ ดังนี้

  • กู้ไปซื้ออาหาร ของใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค : ถามตัวเองว่าของที่เราอยากได้เป็นสิ่งที่ “จำเป็น” จริงๆ หรือเปล่า ถ้าเราอยากได้สินค้าอะไร รออย่างน้อย 2-3 วันแล้วค่อยตัดสินใจ ถึงเวลานั้นอาจรู้สึกว่าไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นก็เป็นได้
  • กู้ไปจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ : ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักจำเป็นต้องจ่าย เราไม่มีทางเลือกมากนัก แต่อาจเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการได้ในบางกรณี เพื่อขอลดค่าใช้จ่าย
  • กู้ไปโปะเงินกู้ก้อนเดิม : ก่อนจะกู้ เราควรเจรจากับเจ้าหนี้เก่าก่อนว่ามีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้หรือผ่อนผันอะไรได้บ้าง (เปรียบเทียบมาตรการของธนาคารต่างๆ ในช่วงโควิด-19 ได้ที่ http://www.fair-debt.org/)
  • กู้ไปลงทุน : เป้าหมายนี้อาจสร้างรายได้ในอนาคตมาคืนหนี้ แต่ข้อควรระวังก็คือ การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต และโดยมากการลงทุนไม่ใช่เรื่องจำเป็น (แต่เป็นเรื่องที่เราตัดสินใจทำ) ดังนั้น ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง เราควรชะลอการลงทุนออกไปก่อน

หลังจากที่ตอบคำถามตัวเองได้แล้วว่าเรา จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ คำถามต่อไปก็คือ เรามีวิธีอื่นนอกเหนือจากการกู้ยืมหรือไม่?

ยกตัวอย่างเช่น

  • เราสามารถใช้เงินเก็บส่วนตัวได้หรือไม่
  • เราสามารถรอให้มีรายได้เข้ามาจนพอที่จะซื้อสิ่งที่ต้องการ หรือจ่ายบิลที่ต้องจ่าย จะได้ไม่ต้องกู้หรือไม่
  • เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเจรจาต่อรองเพื่อลดค่าใช้จ่าย จะได้ไม่ต้องกู้เพิ่มหรือไม่

ขึ้นชื่อว่าเงินกู้ แปลว่าเราต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย ถ้าเรามีหนี้เยอะอยู่แล้ว หนี้ก้อนใหม่จะทำให้เรามีภาระหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะถ้า “ความสามารถในการชำระหนี้” เราไม่เพิ่มขึ้นเลย เช่น กู้เพิ่มมาแต่มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง

ดังนั้น ตราบใดที่เราไม่มั่นใจว่าจะมีรายได้ในอนาคตมาชำระหนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกู้ใหม่ให้ได้มากที่สุด

แต่ถ้าเราจำเป็นต้องกู้ และไม่มีวิธีอื่นนอกเหนือจากนี้ล่ะ? คำถามต่อไปก็คือ เรามี “หนี้เยอะไปแล้ว” หรือยัง และควรระวังอะไรเวลากู้เพิ่ม?

ลองใช้กฎจำง่ายสามข้อนี้

  • กฎ 28/36 บอกระดับหนี้ที่ “เหมาะสม”
  • กฎ 43 บอกระดับหนี้ที่ “อันตราย”
  • หลีกเลี่ยงเงินกู้ที่ไม่คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่

กฎจำง่ายข้อหนึ่งในวงการการเงิน คือเราไม่ควรผ่อนบ้านเกิน 28 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือน และไม่ควรผ่อนบ้านรวมกับชำระเงินกู้อื่นๆ เกิน 36 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือน

ตัวอย่างเช่น เรามีรายได้เดือนละ 15,000 บาท แปลว่าเราไม่ควรจ่ายค่างวดผ่อนบ้านเกิน 4,200 บาท (28% ของ 15,000 บาท) ต่อเดือน

และค่างวดเงินกู้ทั้งหมด (บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน ฯลฯ) ไม่ควรเกิน 5,400 บาท (36% ของ 15,000 บาท) ต่อเดือน

เพราะทุกเดือนเราต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก และควรกันเงินบางส่วนไว้เป็นเงินออม ไม่ใช่เอารายได้ทั้งหมดไปจ่ายหนี้

กฎจำง่ายอีกข้อก็คือ ถ้าเมื่อไรค่างวดทั้งหมดของเราสูงเกิน 43 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือน นั่นเป็น “สัญญาณอันตราย” แล้วว่าเรากำลังแบกภาระหนี้มากเกินไป

ในตัวอย่างข้างต้น 43% ของ 15,000 บาท เท่ากับ 6,450 บาท ต่อเดือน

กรณีนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเพิ่มเติม อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะสามารถขอผ่อนผัน หรือปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อลดภาระในการจ่ายหนี้ลงก่อน

หลายครั้งที่เงินสินเชื่อโฆษณาว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ในปีแรก จากนั้นคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัว

ความเสี่ยงของ “ดอกเบี้ยลอยตัว” ก็คือ ในอนาคตเราไม่รู้เลยว่า ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำเท่าไร อาจสูงกว่าดอกเบี้ยคงที่มากจนทำให้เราไม่มีกำลังผ่อน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสินเชื่อประเภทนี้ให้ได้มากที่สุด

ในฐานะลูกหนี้ เรามีสิทธิที่จะได้ดู ตารางค่างวด ที่ระบุชัดเจนว่าเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเท่าไรในแต่ละงวด รวมถึงรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าปรับต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพื่อจะได้วางแผนการเงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม