ห่างกันสักพัก ‘ขอพักชำระหนี้’ วิธีไหนดี

วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจากสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ทำให้สถาบันการเงินต่างออกมาตรการ “พักชำระหนี้” เพื่อแบ่งเบาภาระของลูกหนี้และเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน

ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แบ่งมาตรการพื้นฐานสำหรับการพักชำระหนี้ เป็น 2 แบบหลักๆ คือ “การพักชำระเงินต้น” และ ”การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย”

แต่คงมีลูกหนี้อีกไม่น้อยที่สับสนและไม่รู้ว่า แต่ละมาตรการเป็นอย่างไร แบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเองกว่ากัน Fair Finance Thailand จึงอยากชักชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับเรื่่องนี้มากขึ้น

แต่ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “การพักชำระหนี้” คืออะไรกันแน่?

การพักชำระหนี้ หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้สามารถหยุดชำระหนี้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีการเรียกเก็บหนี้ที่พักชำระไว้ในภายหลังก็ได้ ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่อาจติดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินจากรายได้ในช่วงนั้นๆ

ส่วน “หนี้” ที่ถูกพักชำระก็แบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ เงินต้น และดอกเบี้ย

เงินต้น คือ เงินที่แบ่งจ่ายคืนในส่วนของยอดเงินที่กู้ยืมมาจากธนาคารจนครบตามระยะเวลาที่ตกลง

ดอกเบี้ย คือ เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้ธนาคารโดยคิดเป็นอัตราส่วนจากยอดเงินกู้ที่ลูกหนี้ยืมจากธนาคาร ซึ่งในบริบทนี้เราสามารถเรียกดอกเบี้ยชนิดนี้ได้ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้

เพราะฉะนั้น การพักชำระเงินต้น กับ การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จึงไม่เหมือนกัน

“การพักชำระเงินต้น” หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้หยุดพักชำระคืนเงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แต่ยังต้องชำระส่วนของดอกเบี้ยกับธนาคารตามปกติ โดยยอดเงินต้นระหว่างการพักยังคงเดิม

ส่วน “การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย” หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้เราสามารถหยุดพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ โดยให้ไปชำระเพิ่มในภายหลัง

หากเปรียบเทียบทั้ง 2 มาตรการ โดยลองยกตัวอย่าง หากเรากู้เงินซื้อรถยนต์มือหนึ่งต้องชำระค่างวด 6,500 บาทต่อในทุก ๆ เดือน โดยแบ่งเป็น เงินต้น 5,000 บาทต่องวด และดอกเบี้ย 1,500 บาทต่องวด เมื่อเราได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้ต้องเลือกเข้ารับมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่ธนาคารมีให้

  • หากเราเลือกมาตรการ “พักชำระเงินต้น” จำนวน 3 เดือน กับธนาคาร แปลว่า 3 เดือนที่เราเลือกพักชำระจะไม่ต้องจ่ายเงินต้น 5,000 บาท แต่จ่ายเพียงดอกเบี้ย 1,500 บาทในแต่ละงวดที่พักชำระไป แปลว่า เราจะมีสภาพคล่องหรือเงินสดต่อเดือน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน
  • แต่หากเราเลือกมาตรการ “พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย” จำนวน 3 เดือน กับธนาคาร แปลว่า 3 เดือน เราจะไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้น 5,000 บาท และดอกเบี้ย 1,500 บาทในแต่ละงวดที่พักชำระไป แปลว่า เราจะมีสภาพคล่องจากเงินสดต่อเดือน 6,500 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน

คำถามคือ เมื่อผ่านกระบวนการพักชำระหนี้แล้วจะเกิดอะไรต่อ?

หากเราเลือกมาตรการพักชำระเงินต้น เราอาจต้องจ่ายเงินต้นยาวขึ้นตามจำนวนเดือนที่พักชำระไป หรืออาจต้องจ่ายค่างวด (เงินต้น+ดอกเบี้ย) เพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่ได้มีการยึดอายุสัญญาหนี้ออกไป

แต่ถ้าเราเข้าร่วมมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เมื่อจบการพักชำระ เราอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับการพักชำระเงินต้น คือ ระยะเวลาของหนี้จะโดนยืดออกไปตามที่มีการพักไว้ หรือ ค่างวด (เงินต้น+ดอกเบี้ย) ในรอบแรกหลังการพักชำระหนี้จนสิ้นสุดสัญญา อาจมีการเพิ่มขึ้น บวกกับ เราอาจโดนคิดดอกเบี้ย เพิ่มเติมจากสัญญาปกติ ในช่วงที่พักชำระดอกเบี้ยไป

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เราควรประเมินรายรับที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตเสียก่อน เพื่อดูความเป็นไปได้ในการจ่ายหนี้คืนให้แก่ธนาคาร หากรายได้ที่เข้ามามีเพียงพอกับค่างวดที่เพิ่มขึ้น หรือครอบคลุมระยะเวลาสัญญาหนี้ที่ยาวขึ้น เราก็อาจจะเลือกรับประโยชน์จากมาตรการนี้

แต่ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ลืมว่า ผลเสียที่เกิดขึ้นคือค่าเสียโอกาสของเงินในอนาคตที่อาจต้องแบ่งมาชำระหนี้ที่พักชำระไปในเวลานี้ เพราะฉะนั้นหากเรามีกำลังพอที่จะชำระหนี้เหมือนเดิม โดยไม่กระทบต่อชีวิตปกติมากนัก การไม่พักชำระหนี้ก็อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่า

สำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกแนวทางไหนดี แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้จัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจ https://fairdebtthailand.org/ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ

ทั้งนี้ ท่านสามารถเปรียบเทียบมาตรการแบ่งภาระหนี้สิ้นในช่วง โควิด-19 ของธนาคารต่างๆ กับมาตรการขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมคำนวณเงินที่ต้องจ่าย ได้ที่นี่ โดยนำตัวเลขค่างวดใหม่ (ภายใต้มาตรการ) มาเทียบกับรายการรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่า ควรพักชำระหนี้หรือไม่ และถ้าจะพักควรจะพักแบบไหนดีกว่ากัน