เปรียบเทียบมาตรการช่วยลูกหนี้

ในช่วงวิฤตโควิด-19 ธนาคารทุกแห่งต่างงัดสารพัดมาตรการออกมาช่วยเหลือลูกหนี้ ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ปัญหาหนึ่งที่บรรดาลูกหนี้ต่างกุมขมับ เพราะเมื่อพลิกเงื่อนไขต่างๆ แล้ว ปรากฏว่า ซับซ้อนจนดูน่าสับสน แถมบางมาตรการที่ดูเหมือนจะดี แต่กลับมีเรื่องให้ต้องระวัง

Fair Finance Thailand จึงถือโอกาสนี้หยิบมาตรการสินเชื่อแต่ละประเภทที่เราเห็นว่าดีและน่าสนใจ มาแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางให้ลูกหนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจ สำหรับการบริหารจัดการหนี้ของตัวเอง

#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆ

เหตุผลที่ ธปท.ต้องออกมาตรการเช่นนี้ เพราะโรคระบาดนั้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้กิจการหลายแห่งต้องหยุดพักกะทันหัน และหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ

ธปท. จึงออกมาตรการขั้นต่ำ ให้สถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติ โดยลูกหนี้ไม่เสียข้อมูลเครดิต

ครอบคลุมใน 6 ประเภท คือ 1) สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน 2) สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ 3) สินเชื่อเช่าซื้อ 4) สินเชื่อลีสซิ่ง 5) สินเชื่อบ้าน และ 6) สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์

โดยมีมาตรการตั้งแต่ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเวลา 3 เดือน, พักชำระเงินต้น เป็นเวลา 6 เดือน และเมื่อเวลาผ่านสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็มีออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ (อ่านเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3hLCX9g / https://bit.ly/2CxxHpP)

คราวนี้เราจะมาลองเจาะลึกธนาคารที่นำมาตรการของ ธปท. ไปปรับใช้ได้น่าสนใจที่สุด ตามประเภทต่างๆ พร้อมแล้ว เชิญติดตาม..

มาตรการที่ 1 : หนี้บัตรเครดิต

ธนาคารซีไอเอ็มบี

  • ปรับลดผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 3% ต่อเดือน (31 เม.ย 63 – 31 ธ.ค. 65)

สิ่งที่น่าสนใจ

ธปท. ประกาศมาตรการปรับลดการผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิมอยู่ที่ 10% เป็น 5% ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2563 – 2564 และค่อย ๆ เพิ่มการผ่อนชำระขั้นต่ำขึ้นเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2566 ตามลำดับ

แต่ธนาคารซีไอเอ็มบีออกมาตรการช่วยเหลือที่ดีกว่า ธปท. ประกาศ คือ ปรับลดการผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือเพียง 3% ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ 31 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2565 ทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น

แต่ทั้งนี้ การค้างชำระค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิตเป็นระยะเวลานานอาจเป็นผลเสียได้มากกว่าผลดีที่ได้จากการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องได้เพราะดอกเบี้ยของบัตรเครดิตจะสูงขึ้นตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ลูกหนี้จึงไม่ควรค้างชำระเป็นระยะเวลานาน

มาตรการที่ 1 : หนี้บัตรเครดิต

ธนาคารซีไอเอ็มบี

  • เปลี่ยนวงเงินคงเหลือเป็นสินเชื่อแบบผ่อนชำระค่างวดแบบเท่ากันทุกเดือน (พิจารณาเป็นรายกรณี)

อีกทางเลือกหนึ่งธนาคารซีไอเอ็มบียินยอมให้ลูกหนี้เจรจาเปลี่ยนวงเงินคงเหลือของบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระค่างวดแบบเท่ากันเดือนได้ ซึ่งถือเป็นการลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกหนี้อย่างเหมาะสมได้

ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/3fMsaKi

มาตรการที่ 2 : สินเชื่อส่วนบุคคล

ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)

  • ผ่อนปรนการชำระหนี้เงินต้นชั่วคราวเป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน ทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลธรรมดา
  • ขอสงวนสิทธิพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายกรณี

สิ่งที่น่าสนใจ

ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) แบ่งเบาภาระลูกหนี้ โดยให้ลูกหนี้พักชำระเงินต้นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 เดือน ซึ่งลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นโดยจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยในระยะเวลาสูงสุดถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้เมื่อหมดช่วงพักชำระ ลูกหนี้อาจต้องจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาของสัญญากู้ยืม

หากมองที่สภาพคล่องที่สูงสุด ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ถือว่ามีมาตรการที่ช่วยได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจ ลูกหนี้ควรประเมินความสามารถในการจ่ายค่างวดที่สูงขึ้นหลังจากระยะเวลาพักชำระเสร็จสิ้นด้วย

ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2MAzWdm

มาตรการที่ 3 : สินเชื่อเช่าซื้อรถ

ธนาคารไทยพาณิชย์

  • พักชำระค่างวด เป็นเวลาสูงสุด 6 เดือน
  • ไม่เก็บดอกเบี้ยระหว่างพักชำระ
  • ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างพักชำระหนี้ ระบบจะนำไปพักแยกไว้ เมื่อจบโครงการช่วยเหลือแล้ว ลูกค้าสามารถกลับมาชำระต่อ โดยดอกเบี้ยที่คิดจะคิดจากเงินต้นคงเหลือของลูกค้า (ไม่นำยอดดอกเบี้ยมาคิด) ยกเว้นสินเชื่อรถยนต์ ที่ระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาจะขยายออกไปตามระยะเวลาการพักชำระ

สิ่งที่น่าสนใจ

ธนาคารไทยพาณิชย์แบ่งเบาภาระแก่ลุกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถ โดยให้ลูกหนี้สามารถพักชำระค่างวดสูงสุดถึง 6 เดือน และไม่เก็บดอกเบี้ยระหว่างช่วงพักชำระในตอนท้ายของสัญญาแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากธนาคารส่วนใหญ่ที่คิดดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้ โดยมาตรการดังกล่าวทำให้ลูกหนี้ไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในภายหลังและช่วยคลายความกังวลในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอนได้

ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2MvO5IZ

มาตรการที่ 4 : หนี้ Leasing

ธนาคารกสิกรไทย

  • พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย 3 รอบบัญชี โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อลูกค้าเข้าร่วมโครงการมาตรการช่วยเหลือฯ ลูกค้าไม่ต้องชำระค่างวดเป็นเวลา 3 รอบบัญชี (ค่างวด 3 เดือน ติดต่อกัน) หลังการพักชำระค่างวด 3 รอบบัญชี ลูกค้าต้องชำระค่างวดตามปกติ โดยระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาจะขยายออกไปตามระยะเวลาการพักชำระค่างวด และกรณีผู้ค้ำประกันไม่ทำคำยินยอมร่วมกับลูกค้า หลังพักชำระค่างวดชำระหนี้ 3 รอบบัญชีโดยไม่ขยายเทอมค่างวด ลูกค้าต้องทำการชำระค่างวดที่ค้าง และ ค่างวดที่พักชำระ 3 รอบบัญชีรวมกับค่างวดในงวดสุดท้ายทั้งจำนวนในคราวเดียว
  • ดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาเดิม เพียงแต่เลื่อนกำหนดการชำระค่างวดออกไป 3 รอบบัญชี

สิ่งที่น่าสนใจ

ธนาคารกสิกรไทยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ Leasing ที่แตกต่างออกไปจากธนาคารอื่น คือ นอกจากจะพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ยังคิดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมเมื่อครบกำหนดการพักชำระ 3 รอบบัญชี ทำให้ลูกหนี้ไม่มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต

ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2UdWFAg

มาตรการที่ 5 : สินเชื่อบ้าน

ธนาคารอาคารสงเคราะห์

  • พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยธนาคารจะยกดอกเบี้ยที่พักชำระให้ลูกค้าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลากู้ตามสัญญา ซึ่งมาตรการนี้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท รายได้ต่อเดือนไม่เกิน 35,000 บาท โดยครอบคลุมทั้ง สถานะบัญชีปกติ และสถานะบัญชีดอกเบี้ยผิดนัดหรือสถานะกฎหมาย

สิ่งที่น่าสนใจ

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ลูกหนี้ได้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือน และยกดอกเบี้ยที่พักชำระให้แก่ลูกหนี้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลากู้ตามสัญญา กล่าวคือ ธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างการพักชำระให้แก่ลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้ยังคงมีบ้านและไม่ถูกยึดทรัพย์สินไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่แน่นอนด้วย

ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/3dETdqi