ทำไมจึงควรมี ‘คนกลาง’ ช่วยแก้ปัญหาหนี้โดยไม่ต้องขึ้นศาล

วิกฤตโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ ทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวลง เลิกจ้างพนักงาน ลดเงินเดือน เป็นผลให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมาเป็นทอดๆ

สำหรับลูกหนี้ที่จ่ายหนี้ไม่ไหว จำต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ และหากตกลงกันไม่ได้ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งมีความยุ่งยาก เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เรื่องไม่จบง่ายๆ

ในหลายๆ ประเทศ จึงมีอาชีพหนึ่งเป็น “คนกลาง” เข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย โดยมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับทางกฎหมาย

Fair Finance Thailand อยากชวนไปรู้จักกับ กระบวนการทางเลือกที่ไม่ต้องรอการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาล (Alternative Dispute Resolution: ADR)

บุคคลที่ 3 ทางการเงิน ที่ช่วยจัดการปัญหาให้ง่ายขึ้น!

#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆ

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินโดยตรง

หากไกล่เกลี่ยกับธนาคารแล้ว เรายังไม่ได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม หรือยังรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน (ศคง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานต่างมีข้อจำกัด สคบ. เป็นตัวแทนช่วยเหลือผู้บริโภคทั่วไป จึงมีเคสที่ต้องจัดการเยอะมาก ขณะที่ศคง. ทำได้เพียงรับเรื่องร้องทุกข์ และให้คำปรึกษา ไม่สามารถตัดสินชี้ขาดได้

สุดท้ายแล้วหากลูกหนี้อยากได้ความยุติธรรมก็ต้องพึ่งพาศาลเพื่อชี้ขาดอยู่ดี แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่าย เวลาและความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้น จึงมีลูกหนี้หรือผู้ใช้บริการทางการเงินจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจและยอมเสียประโยชน์

ขณะเดียวกัน หากมูลค่าความเสียหายไม่สูงนัก ฝ่ายธนาคาร เจ้าหนี้ก็มักไม่อยากขึ้นศาลเหมือนกัน เพราะทำให้เกิดขั้นตอนหยุมหยิมตามมามากมาย ต่อให้ชนะคดีก็อาจไม่คุ้ม

จากปัญหาข้างต้น ในหลายประเทศได้เริ่มนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution:ADR) เข้ามาใช้

กลไก ADR ทำโดยหาคนกลางที่มี ความน่าเชื่อถือ มาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย และตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้บริการกับธนาคาร โดยไม่ต้องนำกระบวนการเข้าสู่ขั้นศาล

ตัวแทนหรือผู้ตรวจการทางการเงิน (financial ombudsmen) คนนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางตามกฎหมาย โดยจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดี

ADR นับเป็นวิธีการที่ช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน โดยมีข้อดีหลายประการ ดังนี้

การนำข้อพิพาทขึ้นสู่ชั้นศาล คือการเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นมาอีกหลายประการ อาทิ ค่าทนาย ค่าบังคับคดี ค่าเดินทางไปศาล ฯลฯ ถ้าเรื่องยืดเยื้อก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงไปเรื่อยๆ

หากความเสียหายไม่สูงนัก ลูกหนี้รายย่อยจึงมักไม่เรียกร้องต่อ ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป แม้ว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม เพราะไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่าย

แต่เมื่อใช้กระบวนการ ADR ซึ่งมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ เข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ก็อาจทำให้ปัญหาคลี่คลายได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเงินไปกับกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ระหว่างทาง จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก และทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นอย่างแท้จริง

โดยทั่วไปธนาคารมักมีความน่าเชื่อถือและชื่อเสียง ทำให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าลูกหนี้รายย่อยอยู่แล้ว

ยิ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ลูกหนี้ในฐานะผู้เสียหายต้องเป็นฝ่ายนำสืบพยานหลักฐานเพื่อ หา “เจตนา” การกระทำผิดของสถาบันการเงิน ซึ่งพิสูจน์ได้ยาก จึงมีโอกาสแพ้คดีมากกว่า

ยังไม่นับกระบวนการศาลที่มีพิธีรีตอง มีบรรยากาศเป็นทางการ ที่อาจสร้างความรู้สึกประหม่าให้กับลูกหนี้รายย่อย จนไม่สามารถเรียกร้องได้อย่างที่ใจต้องการ

ขณะที่กระบวนการตัดสินของ ADR มีบรรยากาศที่เป็นกันเองมากกว่า เหมือนนัดทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ตกลงกันใหม่ และการมีคนกลางก็ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าตนเองไม่เสียเปรียบ ไม่เหมือนกับการคุยเพื่อขอประนอมหนี้จากธนาคารเจ้าหนี้โดยตรง

กระบวนการศาลมีขั้นตอนจำนวนมาก มีการนัดหมายเพื่อสืบพยานหลายครั้ง หลายลำดับขั้น ซึ่งทำให้เรื่องยืดเยื้อ กินเวลานาน ไม่เกิดผลดีทั้งกับลูกหนี้และธนาคารเจ้าหนี้

ขณะที่ ADR มุ่งพิจารณาไปที่ประเด็นปัญหาโดยตรง ทำให้ตัดสินได้รวดเร็วกว่า จึงเป็นเหมือนทางลัดที่ช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาให้จบได้ในไม่ช้า หากพิสูจน์พบมูลเหตุว่าธนาคารมีเจตนาไม่ซื่อตรง ผู้ตัดสินสามารถบังคับให้จ่ายค่าเสียหายในทันที ไม่ต้องรอการบังคับคดีเหมือนกระบวนการศาล

นอกจากนี้ หาก ADR มีคำตัดสินแล้วแต่ลูกหนี้ผู้ยื่นคำร้องยังไม่พอใจ ก็มีสิทธินำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการทางศาลต่อไปได้

ทั้งนี้ หัวใจแห่งความสำเร็จของกลไก ADR จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการที่มีความโปร่งใส เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ

  • โปร่งใส หมายถึง ดำเนินการอย่างยุติธรรม ตรวจสอบได้ว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  • เป็นอิสระ หมายถึง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรใด ที่อาจเข้ามาแทรกแซงทำให้เกิดความเอนเอียงในการตัดสิน
  • มีประสิทธิภาพ คือดำเนินการได้รวดเร็ว ช่วยลดทอนต้นทุนในการตัดสินข้อพิพาททางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
  • หากกลไก ADR มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในระบบการเงิน

ADR กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ เนื่องจากช่วยลดการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ชั้นศาลที่ถือเป็น “ช่องว่างทางการกำกับดูแล” (regulatory gap)

ประเทศที่มีการใช้กลไก ADR แล้วได้แก่ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง มาเลเซีย

รูปแบบของการจัดตั้ง ADR มีหลายลักษณะโดยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้ การดูแลขององค์กรกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน นอกจากนี้ยังมีแบบที่เป็นองค์กรอิสระโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือกลุ่มสมาคมธนาคารช่วยกันก่อตั้งขึ้นมา

คงจะเป็นเรื่องที่ดี หากประเทศไทยนำกลไก ADR มาใช้บ้าง เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในระบบการเงินอย่างแท้จริง