เกิดเป็นครูบ่กู้แต่ระเบิด ปัญหาหนี้ทบหนี้ของครูอัตราจ้าง

วรรณวิสาข์ สังข์หมื่นนา
อายุ 28 ปี
ครูอัตราจ้าง

ว่ากันว่าช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมาระลอกแล้วระลอกเล่านั้น กลุ่มข้าราชการและลูกจ้างรัฐอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะยังคงได้รับเงินเดือนในอัตราเท่าเดิม แม้ไม่ต้องไปทำงานก็ยังมีรายได้ แต่ใครจะรู้ว่าความจริงแล้วเศรษฐกิจที่หยุดชะงักเพราะการแพร่ระบาดนั้นส่งผลกระทบต่อครูตัวเล็กตัวน้อยอย่างไรบ้าง จนถึงขนาดต้องกู้หนี้ยืมสินเป็นวังวนไม่รู้จบเพื่อหาทางรอดในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

“ถ้าจะถามว่ามีครูคนไหนเป็นหนี้บ้าง ถามว่ามีครูคนไหนยังไม่เป็นหนี้บ้างดีกว่า”

ครูวรรณ หรือ วรรณวิสาข์ สังข์หมื่นนา อายุ 28 ปี กล่าวขึ้นอย่างหนักใจเมื่อถูกถามถึงสภาวะหนี้สินและปัญหาปากท้องของเหล่าครูในโรงเรียน ปัจจุบันเธอสอนอยู่ ณ โรงเรียนเทศบาลคุ้มหนองคู จังหวัดขอนแก่น โดยมีหนี้เงินกู้ในชื่อของสามีที่เป็นข้าราชการตำรวจ รวมๆ แล้วเกือบ 4 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายจ่ายสำหรับการใช้หนี้ตกเดือนละ 30,000 กว่าบาท

“เราวางแผนการเงินนะคะ แต่โควิดไม่ได้อยู่ในแผนเรามาก่อนเลย”

ครูวรรณเล่าถึงการใช้จ่ายที่ผ่านมาของครอบครัวว่า การตัดสินใจกู้เงินสร้างบ้านและการผ่อนรถนั้นเธอยังสามารถจ่ายไหวในช่วงที่สถานการณ์ยังคงปกติอยู่ เนื่องจากการที่ต้องทำงานต่างอำเภอและอยู่คนละที่กับสามี ทำให้เธอจำเป็นต้องมีรถและที่อยู่อาศัย ซึ่งการสร้างหนี้ก้อนใหญ่ทั้งสองก้อนนี้ยังได้เล็งไปถึงผลลัพธ์ระยะยาวว่า จะเป็นที่พักพิงสุดท้ายในวัยเกษียณและใช้รถยนต์ในการพาตัวเองไปทำมาค้าขายเป็นรายได้เสริมอีกด้วย

ทว่าการระบาดของไวรัสโควิดก็ทำให้ต้องสูญเสียรายได้ไป ทั้งการค้าขายที่ตลาดและการสอนพิเศษนอกเวลา สิ่งที่ทำให้สามารถรักษาบ้านและรถเอาไว้ได้มีเพียงทางเดียวคือ การกู้ยืมเพิ่มจากทั้งในระบบและนอกระบบ เนื่องจากรายได้ตามปกติของครูทั้งอัตราจ้างหรือข้าราชการครูนั้นไม่มีทางเพียงพอต่อการใช้ชีวิต เหมือนสำนวนในภาษาถิ่นว่า ‘เกิดเป็นครูบ่กู้แต่ระเบิด’ หมายความว่า อาชีพครูต้องกู้ทุกอย่างเพื่อให้มีชีวิตรอด คงขาดแค่ระเบิดเท่านั้นที่ยังไม่ต้องไปกู้ และดูเหมือนว่าสถานการณ์โควิด-19 จะยิ่งทำให้คำกล่าวนี้เริ่มจะเป็นจริงกับอาชีพครูมากขึ้นไปกว่าครั้งไหนๆ

“ช่วงโควิด รายจ่ายยิ่งมาก ค่าไฟจากเดือนละ 500 บาท กลายเป็น 2,000 บาท ไหนจะค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ไปจนถึงค่ารักษาพยาบาลกับคลินิกที่แพงแสนแพง จะให้เราไปโรงพยาบาล เราก็ไม่มั่นใจเรื่องมาตรการควบคุมโรค ทางเดียวที่ทำได้คือ การกู้หนี้เพิ่มเพื่อเอามาโปะหนี้เก่า”

กลายเป็นว่าจากเงินเดือนที่มีเพียงแค่ 8,000 บาทเท่าเดิม แต่รายจ่ายทั้งหลายกลับเพิ่มขึ้น ทำให้ชีวิตครูตัวเล็กตัวน้อยอย่างครูวรรณยากลำบากเป็นอย่างมาก เนื่องจากรายได้ทั้งจากการสอนพิเศษหลักหมื่นและจากการค้าขายหลายพันได้หายไป อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของครูวรรณดูจะเลวร้ายหนักขึ้น เมื่อถูกถามถึงมาตรการเยียวยาลูกหนี้ที่เธอได้รับ

“หนี้สหกรณ์ชุมชนไม่มีมาตรการเยียวยาเรายังเข้าใจได้ เพราะชุมชนจะไม่มีเงินหมุน แต่บางธนาคารออกมาทีละมาตรการ เราเห็นมาตรการแรกๆ ปรากฏว่าเราไม่เข้าข่าย ก็เลยไม่ได้ตามต่อ กลายเป็นว่ามาตรการหลังๆ เราเข้าข่ายได้รับสิทธิ แต่ก็หมดเขตไปแล้ว ไหนจะมาตรการให้กู้ของอีกธนาคารที่ระบุว่าเราต้องมีบัญชีกับเขา และมีเงินหมุนเวียนในบัญชีมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งข้อจำกัดพวกนี้เขามักจะใส่ไว้เป็นดอกจันเล็กๆ ที่เราไม่เห็น ทำให้เราต้องเสียเวลาทำมาหากิน เตรียมเอกสารกันเป็นวันๆ เพื่อจะพบว่าเรากู้ไม่ได้ ไม่เข้าข่าย หรือไม่ผ่านเกณฑ์”

ดูเหมือนว่ามาตรการของสถาบันการเงินในการเยียวยาลูกหนี้ทั้งหลายจะมีปัญหาด้านการสื่อสารข้อมูลที่ส่งมาถึงคนตัวเล็กๆ อย่างครูวรรณ ประกอบกับการใช้ชื่อสามีที่เป็นข้าราชการตำรวจในการกู้ ก็ยิ่งทำให้ครอบครัวครูวรรณไม่เข้าข่ายผู้ได้รับสิทธิเยียวยา ซึ่งดูเหมือนว่าในสายตาของผู้ออกนโยบายก็ดูจะไม่ได้นับว่าข้าราชการหรือลูกจ้างรัฐคือผู้ได้รับผลกระทบจากภาวะโรคระบาดเท่าไรนัก

“อยากให้รัฐมองว่าเราเป็นคนมากกว่าเราเป็นใคร เพราะข้าราชการเองก็มีครอบครัว มีลูก มีญาติ ต้องดูแลเหมือนกัน ไม่งั้นข้าราชการหรือลูกจ้างรัฐก็พากันลาออกมาเป็นคนธรรมดาให้หมดเพื่อให้รัฐดูแล จะไม่ดีกว่าหรือ”

ครูวรรณยังเล่าถึงความไม่เป็นธรรมที่เธอและครอบครัวต้องเผชิญในสภาวะเศรษฐกิจชะงักงันครั้งนี้อีกด้วย โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการบริการลูกหนี้ของเหล่าสถาบันการเงิน

“ตอนนี้ผ่อนบ้านเดือนละ 13,000 แต่เป็นเงินต้นแค่ 4,000 ที่เหลือเป็นดอกเบี้ย เราจ่ายเขาแพงขนาดนี้ แต่เขากลับไม่มีฝ่ายไหนเลยที่โทรมาแจ้งมาตรการที่เป็นประโยชน์กับเรา เหมือนทำงานหน้าเดียวคือโทรทวงหนี้ แล้วเวลาโทรมาก็ยังจะมาหักเงินค่าโทรทวงหนี้อีกหลายร้อยบาท ไอ้ที่บอกว่ามีกิจกรรมคืนกำไรให้สังคมนั้นเราว่ามันยังไม่พอ คุณได้ 10 แต่คืนสังคมแค่ 1 เราว่ามันไม่ใช่ สถาบันการเงินต้องมีความยุติธรรม ชัดเจน เท่าเทียม และเสมอภาคมากกว่านี้”

เสียงสะท้อนของครูวรรณคงทำให้เห็นได้แล้วว่า แม้แต่ลูกจ้างรัฐหรือข้าราชการเองก็ประสบปัญหาภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นนี้ และยังผลักพวกเขาให้ออกไปสร้างหนี้เพิ่มเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้เก่า นำมาสู่การตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า สุดท้ายแล้วมาตรการเยียวยาหรือนโยบายของสถาบันการเงินการธนาคารนั้น มีความเป็นธรรมและจริงใจมากน้อยแค่ไหน และทำไมบางคนจึงถูกตัดสินว่าไม่ควรได้รับการช่วยเหลือ

ดูเหมือนว่าความเป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียม ที่สถาบันการเงินทั้งหลายพยายามบอกว่า ‘แฟร์’ กับคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างครูวรรณ จะยังไม่เกิดขึ้นจริง