‘ไม่มี ต้องหนี ไม่จ่าย’ ชะตาแรงงานข้ามชาติที่รัฐแสร้งมองไม่เห็น

สมพงค์ สระแก้ว
ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน

“การเข้ามาทำงานในประเทศไทย 1-3 ปีแรก คือการทำงานใช้หนี้ ล่วงเข้าปีที่ 4 จึงจะเริ่มพออยู่พอกิน ถึงปีที่ 5 โน่นแหละ ถึงจะเริ่มมีเงินเหลือเก็บ…”

สมพงค์ สระแก้ว เล่าถึงสภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติโดยส่วนใหญ่ที่เพียงแค่เริ่มคิดฝันว่าอยากหางานหาเงินจุนเจือครอบครัวผ่านการทำงานในประเทศไทย นั่นก็หมายความว่า พวกเขาต้องเป็นหนี้ก้อนโตตั้งแต่แรกเริ่มเสียแล้ว

คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด เมื่อสมพงค์คลี่ให้เห็นเส้นทางหนี้ก้อนแรกของแรงงานข้ามชาติ ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายอุโมงค์

“ตั้งแต่ค่าทำพาสปอร์ต ค่านายหน้า ค่าตรวจโควิด ซึ่งราคาแพงมาก 2,000-3,000 บาท ค่าตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพราวๆ 8,000 กว่าบาท ถ้าผ่านโบรกเกอร์อีกก็ประมาณหมื่นกว่าบาท

“เรียกได้ว่าแรงงานต้องเสียเงินทุกครั้งที่มีการติดต่อกับราชการ มีแรงงานคนหนึ่งบอกเราว่า กว่าจะมาถึงประเทศไทยแล้วได้ทำงาน ไม่รู้ว่าโปรยเงินไปกี่ครั้ง บางคนเสียเงินไม่ต่ำกว่า 3-5 หมื่นบาท”

ในยามที่สถานการณ์ปกติ ชีวิตแรงงานข้ามชาติล้วนต้องกระเบียดกระเสียรทั้งหนี้จากการหยิบยืม รวมถึงรายจ่ายที่พวกเขาเรียกว่า ‘โปรยเงิน’ ไปกับกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานที่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน แล้วไหนจะค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพด้วยค่าแรงรายวันหรือรายเดือน ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เป็นไปตามค่าแรงขั้นต่ำอย่างที่กฎหมายกำหนด

ยิ่งในสถานการณ์โควิด-19 อาจเรียกได้ว่าผีซ้ำด้ำพลอย โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติในภาคบริการที่กิจการถูกปิดลงในช่วงการระบาด

“กลุ่มผู้ใช้แรงงานระดับล่างถูกจ้างด้วยเงื่อนไขรายวัน พอเจอโควิด พวกเขาต้องหยุดงาน จากแต่ละเดือนที่เคยทำงาน 20 กว่าวัน อาจเหลือแค่ 10-15 วัน บางคนก็ทำงานวันเว้นวัน แน่นอนว่าชีวิตความเป็นอยู่ลำบากแน่นอน”

แรงงานข้ามชาตินับเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม พวกเขาต้องกันเงินเดือน 5 เปอร์เซ็นต์ ส่งเข้าสมทบกองทุนประสังคมทุกเดือน ไม่ต่างจากแรงงานไทย แต่ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา การเข้าถึงสิทธิว่างงานของผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติกลับมีความยุ่งยากกว่าแรงงานไทย ทั้งที่เป็นสิทธิที่ผู้ประกันตนทุกคนพึงได้รับ

“รัฐบอกว่าแรงงานในระบบประกันสังคมจะได้รับการเยียวยา แต่เอาเข้าจริง เขาแทบไม่ได้รับอะไร เพราะเงื่อนไขการลงทะเบียนต้องให้นายจ้างลงให้ ซึ่งเป็นการลงทะเบียนออนไลน์ แรงงานไม่สามารถลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเองได้ ผู้ประกอบการบางคนก็ไม่รู้ว่าต้องลงทะเบียนยังไง ลงที่ไหน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเลยนะ”

จากสถิติเดือนพฤษภาคม ปี 2563 ระบุว่า ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติทั้งคนสัญชาติเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักร 2,531,309 คน และจากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคมเมื่อเดือนเมษายน 2562 มีผู้ประกันตนที่เป็นแรงงานข้ามชาติ 1,126,952 คน
“พอเกิดการระบาดระลอกสอง กระทรวงแรงงานก็ประกาศว่าจะเยียวยาให้แรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่เป็นคนไทยเท่านั้น อ้าว…นี่คือการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาติซึ่งมีตัวเลขอยู่ในระบบประกันสังคมล้านกว่าคน โดยรัฐอ้างว่าใช้เงินจากกองคลัง ไม่ใช่เงินจากกองทุนประกันสังคม”

ในทัศนะของสมพงค์ เขามองว่า รัฐทำราวกับแรงงานข้ามชาติไม่มีตัวตนอยู่จริง ด้วยการสร้างเงื่อนไขมากมายที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการเยียวยาและแหล่งเงินในภาวะวิกฤติได้

“แทนที่จะทำให้มันง่าย เขาก็ไม่ทำ ทั้งที่รัฐก็รู้อยู่แล้วว่าใครอยู่ในระบบประกันสังคมบ้าง เหมือนรัฐสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนให้แรงงานเข้าถึงยาก เหมือนกับการจดทะเบียนแรงงานที่ต้องมีนู่นนี่มากมาย เปิดช่องให้นายหน้าหากิน ทั้งที่จริงๆ ก็สามารถทำระบบให้เข้าถึงได้ไม่ยาก”

เมื่อถามว่า สถาบันทางการเงินของไทยเปิดช่องทางให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงแหล่งเงินอย่างไรบ้าง สมพงค์บอกว่า “เลิกคิดไปได้เลย เขาทำได้แค่เปิดบัญชีธนาคารได้เท่านั้น แต่การไปขอสินเชื่อ ไปกู้ยืม เขาทำไม่ได้ ไม่มีช่องทางอะไรให้เขาเลย”

เมื่อเงื่อนไขชีวิตแทบจะถูกปิดตาย ทางเลือกที่เหลือจึงจำเป็นต้องหันไปพึ่งพา ‘หนี้นอกระบบ’ ด้วยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10-25 ต่อเดือน หรือการพึ่งพาร้านขายของชำด้วยการ ‘เซ็น’ แลกกับการยึดพาสปอร์ตและบัตร ATM จนกว่าจะมีเงินมาชำระคืน

แน่นอนว่าเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาจึงต้องจำยอมโดยปริยาย

หากมองบทเรียนจากโควิด-19 รัฐไทยก็ประหนึ่งนักเรียนหัวช้า กระทั่งมาถึงระลอกล่าสุด แรงงานที่คล้ายจะเริ่มลืมตาอ้าปากได้ ฝันนั้นก็กลับทลายลง สถานการณ์เช่นนี้สมพงค์เสนอว่า ระดับนโยบายของรัฐและสถาบันการเงิน ควรหันกลับมามองแรงงานข้ามชาติบ้าง เพื่อให้พวกเขาผ่านพ้นความลำเค็ญไปด้วยกัน

หนึ่ง – สร้างมาตรฐานและกำกับดูแลค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

สอง – เมื่อแรงงานข้ามชาติสามารถทำธุรกรรมผ่านทางธนาคารได้ ก็ควรเปิดช่องทางให้พวกเขาสามารถกู้เงินได้

สาม – ผู้ประกอบการควรมีกองทุนฉุกเฉินสำหรับแรงงาน ไม่ว่าจะในนามสภาอุตสาหกรรม หรือสภาหอการค้าไทย

สี่ – แรงงานข้ามชาติมักไม่มีช่องทางในการประกอบอาชีพอื่นนอกจากขายแรงงาน แม้จะมีความเชี่ยวชาญอื่นๆ ก็ตาม ดังนั้นรัฐควรเปิดช่องให้พวกเขาได้พัฒนานวัตกรรมหรือเข้าถึงการเป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้

“ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้อาจไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างอาชีพให้ทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ ให้พวกเขามีรายได้ มีกำลังในการจ่ายหนี้ ที่สำคัญรัฐต้องลดมายาคติในการมองแรงงานข้ามชาติ อย่ามองว่าพวกเขามาแย่งงานคนไทย แต่พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาเศรษฐกิจไทย” สมพงค์ทิ้งท้าย