หนี้ซ้ำ หนี้ซ้อน ของแม่บ้านออนไลน์

ฟ้า (นามสมมติ)
อายุ 35 ปี
อาชีพ แม่บ้านออนไลน์

เมื่อปัญหาหนี้สินหรือหนี้ครัวเรือน เป็นเหมือนเงาตามตัวที่ไม่อาจหนีพ้น และไม่อาจยกออกจากอกคนหาเช้ากินค่ำได้ หนำซ้ำการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้คนที่เป็นหนี้ต้องปากกัดตีนถีบเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

“พี่รู้ว่าหนี้มันเยอะ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า ฉันเองก็ยังไม่มีจ่าย จะเยอะก็เยอะไป” (หัวเราะแบบจำใจ)

เสียงจาก ฟ้า (นามสมมุติ) แม่บ้านรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่น วัย 35 ปี กล่าวถึงหนี้สินและดอกเบี้ยที่พอกพูนจนเธอไม่อาจรับไหว

จากเงินเดือน 30,000 บาท ด้วยอาชีพรับจ้างเป็นแม่บ้านผ่านแอพพลิเคชั่น ต้องพลิกผันเมื่อสถานการณ์โควิด-19 หั่นรายได้ของเธอจนหดหายเหลือเพียงเดือนละไม่ถึง 18,000 บาท

“หนึ่งอาทิตย์ในช่วงโควิดรอบแรก พี่ได้ทำงานแค่ 2-3 วัน รายได้ตอนนั้นลดฮวบเลยแหละ บางวันได้แค่ 400-500 บาทต่อ 4 ชั่วโมง ในหนึ่งวันได้ 600 บาท คือเยอะสุดแล้ว ยังไม่นับวันที่พี่ไม่มีงานอีกนะ ช่วงโควิดถ้ามีงานแม่บ้านเข้ามา งานก็ไปไวมาก เพราะทุกคนรองานกันหมด ไกลขนาดไหนก็จะไป เพราะว่ามันไม่มีงานทำ

“บางทีลูกค้าที่จ้างให้เราไปทำความสะอาด เขาก็ระแวงเรา ไม่รู้มาจากไหน ไปไหนมาหรือเปล่า แต่เราก็เข้าใจลูกค้าว่าเขาก็กลัว ทีนี้พอมีโควิดรอบสองอีก…โอ๊ย แล้วรอบสองนี่ยังไม่ถึงกับระบาดแบบวงกว้างเลยนะ แค่พบผู้ติดเชื้อ ลูกค้าก็ยกเลิกงานทันทีเลย”

เมื่อรายรับลดลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ฟ้าต้องหารายได้หลายทาง และทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่า

งานที่สองของฟ้าคือ ‘ดูแลผู้สูงอายุ’ และกลายมาเป็นอาชีพหลักแทนการเป็นแม่บ้านผ่านแอพพลิเคชั่นที่ตอนนี้กลายเป็นอาชีพเสริมไปแล้ว

“ถามว่ามันช่วยได้เยอะไหม ก็ช่วยให้มีรายได้ที่แน่นอนว่าสิ้นเดือนพี่ต้องได้ 18,000 บาท”

แม้งานดูแลผู้สูงอายุจะสร้างรายได้แน่นอน แต่ก็เป็นงานที่ทำเฉพาะช่วงเย็นเท่านั้น ส่วนช่วงเช้า-กลางวัน บวกกับสถานการณ์โรคระบาดที่เบาบางลง เธอจึงเริ่มรับงานแม่บ้านเพิ่มด้วย ทำให้มีรายได้ต่อสัปดาห์อีกราว 3,000 บาท

แม้รายได้จะเริ่มกลับมาเท่าเดิม ทว่าผู้ที่มีครอบครัว บุตร หรือภาระมากมายรออยู่ข้างหลัง ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่ารายได้จำนวนนี้จะเพียงพอต่อการดูแลทุกชีวิต

“รายได้ไม่พอรายจ่ายค่ะ แฟนพี่ก็มาตกงานอีก บริษัทลดค่าใช้จ่าย เพราะเขาเป็นลูกจ้างแบบต่อสัญญา รายจ่ายเลยเพิ่มมากขึ้น พี่เองก็มีลูก 3 คนที่ต้องดูแล ส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีหมุนเงิน เลยขอนายจ้างเป็นรายอาทิตย์ เพราะถ้ารอรับเงินตอนสิ้นเดือนพี่ก็ไม่ไหว รายได้มาจากพี่คนเดียว ต้องเลี้ยงทั้งหมด 5 ชีวิต”

การขอนายจ้างให้จ่ายเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละประมาณ 4,000 บาท เป็นหนึ่งในวิธีการจัดสรรปันส่วนรายได้ของเธอ แต่ก็ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะนอกเหนือจากค่าเทอมลูกแล้ว ยังมีทั้งค่างวดรถ ค่าบัตรเครดิต ค่าเช่าห้อง และอื่นๆ อีกมากมายที่เธอต้องรับผิดชอบ

“มันก็ต้องจ่าย ถึงจ่ายช้าแต่ก็จ่าย อย่างบัตรเครดิตก็จ่ายขั้นต่ำเอา ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยมันบานตะไทแล้วเนี่ย” ฟ้าพูดถึงค่างวดรถและค่าบัตรเครดิตที่ยังพอกพูน

เมื่อเงินไม่ลงตัว ทำให้อีกหนึ่งทางออกของการแก้ปัญหาคือ การกู้นอกระบบ ฟ้าเล่าว่าเธอเคยลองกู้มาแล้วหลายธนาคาร แต่ไม่ผ่าน จึงตัดสินใจกู้หนี้นอกระบบแทน แม้จะคิดดอกเบี้ยมากถึงร้อยละ 10 ก็ต้องยอม เพราะค่าใช้จ่ายมารออยู่ตรงหน้า

จากหนี้สินและค่าใช้จ่ายที่รุมเร้า เธอมองว่ามาตรการที่รัฐเยียวยาในช่วงสถานการณ์โรคระบาดเช่นนี้ ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

“มาตรการรัฐก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่เราต้องกินต้องใช้อยู่ตลอดเวลา พี่เองก็ได้สิทธิคนละครึ่ง ถามว่าคนละครึ่งนี้ถ้าเราไม่เติมเงิน หรือไม่มีเงินเติมเข้าไป ก็ทำอะไรไม่ได้”

แต่ถึงอย่างนั้นเธอมองว่า มาตรการที่จะช่วยให้เธอหายใจหายคอสะดวกมากขึ้นจากภาระหนี้สิน ก็คือการพักชำระหนี้จากเหล่าสถาบันการเงินภาคเอกชนมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไฟแนนซ์ที่แม้จะอนุญาตให้จ่ายล่าช้าได้ แต่ก็ไม่สามารถจ่ายเกินวันที่ 5 ของเดือน หรือสถาบันการเงินภาคเอกชนที่ควรมีมาตรการพักชำระหนี้ตามมาตรการของรัฐ แต่กลับมีเพียงมาตรการการจ่ายขั้นต่ำ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็คิดดอกเบี้ยอยู่ดี

เธอจึงมองว่ามาตรการเช่นนี้ไม่ยุติธรรม ไม่แฟร์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ณ เวลานี้เลยแม้แต่น้อย