เศรษฐกิจติดเชื้อ เยียวยาแล้วยังไง อ่านลมหายใจผู้ค้าริมทาง กับ กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์

กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ นักศึกษาหลักสูตรปริญญาเอก สาขาวิชานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มต้นสนใจชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ค้าริมทางเท้าจากการเป็นผู้ช่วยวิจัยในการศึกษาแรงงานนอกระบบชิ้นหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาศึกษาเรื่องขบวนการแรงงานและแรงงานข้ามชาติ จนกระทั่งเขามีโอกาสได้ทำวิจัยเกี่ยวกับแรงงานนอกระบบอีกครั้ง จึงเข้าไปคุยกับผู้ค้าร้านแผงลอย ทำแบบสอบถามและสัมภาษณ์ผู้ค้าริมทางเท้าโดยตรงกว่า 60 คน จนรับรู้สภาพทุกข์ร้อนในชีวิตผู้คนที่เขาได้ไปสัมผัส คนเหล่านั้นต่างประสบชะตาชีวิตระหว่างโควิดแพร่ระบาดที่สาหัส

ไม่ว่าจะเรียกว่า ‘คนหาเช้ากินค่ำ’ หรือ ‘หาค่ำกินเช้า’ ก็ตาม การศึกษาของกฤษฎากระตุกแขนเราแรงๆ ให้คำนึงถึงการกำหนดนโยบายสาธารณะอย่างละเอียดอ่อนหลายประการที่ส่งผลต่อกลุ่มคนที่เป็นสัดส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

งานวิจัยชิ้นนี้เริ่มตะลุยเก็บแบบสอบถามตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ระบาดระลอกแรก ถัดจากนั้นจึงได้พูดคุยกับผู้ค้าริมทาง รวมไปถึงรูปแบบที่ไม่ใช่การสัมภาษณ์ทางวิชาการ หากแต่เป็นการพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ การทำงานเช่นนี้แสดงให้เห็นแบบแผนที่ช่วยให้เห็นชีวิตผู้คนที่ยาวนานพอ พอจนสามารถอัพเดตสถานการณ์ได้ว่า ลมหายใจของผู้คนเหล่านี้เป็นอย่างไรในปัจจุบัน

กฤษฎา ธีระโกศลพงษ์

กว่า 60 กรณี ที่คุณได้เข้าไปสัมผัสในช่วงโควิด-19 ระบาด สภาพความเป็นอยู่เขาเป็นอย่างไร

ผมเริ่มไปสัมภาษณ์ระลอกแรกประมาณช่วงกุมภาพันธ์ (2563) ซึ่งตอนนั้นกำลังเริ่มระบาด พอถึงมีนาคมนักท่องเที่ยวเริ่มหายแล้ว คนเหล่านี้ได้รับผลกระทบหนักเลย เพราะในส่วนกลุ่มผู้บริโภคเอง ซึ่งส่วนใหญ่คือพนักงานออฟฟิศเริ่มน้อยลง เพราะมีความกลัว ความเข้าใจร่วมกันในเวลานั้นคือ ไวรัสจากอู่ฮั่นเป็นไวรัสชนิดใหม่ซึ่งเป็นวิกฤติที่เราไม่เคยเจอ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นผู้ค้าหรือผู้บริโภคต่างก็ตื่นตระหนกกันมาก และหากถามถึงความรุนแรงตั้งแต่ระลอกแรกถึงระลอกที่สาม มันต่างกันแค่ไหน ผมอยากบอกว่า ระลอกแรกดูเหมือนจะหนัก แต่ไปๆ มาๆ ระลอกสามหนักกว่า

หนักกว่าในแง่ที่ว่า ผู้ค้าขายของได้น้อยกว่า เพราะคนที่อยู่พื้นที่เมืองจะเปลี่ยนมาอาศัยการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งหากเราย้อนกลับไปในการระบาดระลอกแรก จะเห็นว่ารัฐบาลมีประกาศมาตรการเป็นระยะ เช่น อยู่บ้าน 50 เปอร์เซ็นต์ ไปทำงานในบริษัท 50 เปอร์เซ็นต์ บางครั้งอาจจะเป็นรูปแบบ 70/30 แต่ปัจจุบันจะเห็นว่ามาตรการอยู่บ้านเป็น 80/20 ฉะนั้นการเข้าออฟฟิศในทุกวันนี้จึงเป็น 1 อาทิตย์ เข้ามาทำงาน 1 ครั้ง หรือ 1 เดือน เข้ามาทำงาน 3 ครั้ง มากกว่านั้นยังมีลูกค้าในบางตำแหน่งที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลยก็ได้ เช่น โปรแกรมเมอร์ ฝ่ายบัญชี สายงานที่ทำเกี่ยวกับไอที ฯลฯ ทำให้ผู้ค้าขายไม่ได้รับการซื้อจากคนที่ทำงานกลุ่มนี้

การระบาดระลอกแรกผู้ค้าปรับตัวอย่างไร

เนื่องจากเป็นการเจอเหตุการณ์นี้ครั้งแรก ฉะนั้นจะปรับตัวกันไม่ดีพอ ไม่มีวิธีการรับมือ หากเราจำกันได้ คนจำนวนมากจะมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลจ่ายเงินเยียวยา เพราะมาตรการรัฐบาลล็อคดาวน์นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อพวกเขา และโครงการแรกที่รัฐบาลทำคือ ‘เราไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งเป็นการให้เงินชดเชย 5,000 บาท ครอบคลุมเวลา 3 เดือน รวมเป็น 15,000 บาท นอกจากนั้นยังมีคนออกมาเรียกร้องว่าทำไมประกันสังคม มาตรา 33 ไม่ครอบคลุมไปถึงคนกลุ่มแรงงานด้วย รัฐบาลก็ให้เหตุผลว่าการล็อคดาวน์มันมีอาชีพที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับผลกระทบ ตอนนั้นเงิน 15,000 บาท จึงสามารถประคับประคองคนกลุ่มหนึ่งไปได้ในระยะหนึ่ง

ตัวอย่างในพื้นที่หนึ่งที่ผมไปเจอมา ผู้ค้าแผงลอยไม่ได้ขายอาหารเหมือนกันหมด ฉะนั้น มูลค่าที่เขาได้ก็ได้ไม่เท่ากัน เช่น ร้านขนมครกกับร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขนมครกขายให้ดีที่สุดเลยวันนึงก็ไม่เกิน 3,000 บาท แต่ถ้าหากเป็นการขายก๋วยเตี๋ยวอาจจะได้มากกว่านี้ ต้นทุนมันไม่เท่ากัน ไม่มีตายตัว ประเภทสินค้าขายไม่เหมือนกันเช่นนี้ ทำให้ผลตอบแทนที่ได้ในแต่ละวันไม่เท่ากัน

ในกรณีของแผงลอยเราจะเห็นได้ว่า ระลอกแรกคนที่ขายก๋วยเตี๋ยวอาจจะเคยขายได้วันละ 20,000 บาท กำไรตกวันละ 7,000 บาท ระลอกสองขายได้วันละ 10,000-17,000 บาท ส่วนระลอกสาม ได้ประมาณวันละ 3,000-5,000 บาท เหล่านี้เกิดจากการที่คนกลัว จึงไม่ออกมานอกบ้านทำให้ยอดขายน้อยกว่าเดิม แต่กลายเป็นว่าการปรับตัวของเขานั้นดีขึ้น คือยอดขายต่ำแต่ปรับตัวได้ดีกว่าระลอกแรก

เหตุผลคือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ปรับแค่เรื่องของการค้าขายแต่เขาปรับตัวในเรื่องของวิถีชีวิตด้วย เพราะระลอกแรกเขาไม่สามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์อะไรได้ว่าเกิดโควิดขึ้นมาแล้ว เขาต้องทำอย่างไรบ้าง ทำให้ระลอกสองและสาม รู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงมีการวางแผนตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การขายของเขาในแต่ละวัน คำนวณเรื่องต้นทุน เช่น เรื่องการจ้างลูกน้องบางร้านก็ต้องปรับตัว

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจในการปรับตัวคือ กรณีคนขายขนมครก เขาเล่าว่าโดยปกติต้องไปกลับนนทบุรี-กรุงเทพฯ ทุกวัน เพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่บริเวณขายของเป็นประจำ บางคนมาจากดอนเมือง บางบอน หรือปริมณฑล เพื่อมาขายที่สีลม ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ คนขายขนมครกบอกว่าก่อนโควิดขายได้ 3,000 บาท ช่วงโควิดระลอกแรกตกลงมาอยู่ที่วันละ 1,000-2,000 บาท มาระลอกสามขายได้วันละ 500-800 บาท แล้วเราลองคำนวณดูว่าหากเขาต้องเดินทางมาจากนนทบุรีต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พวกค่าเดินทาง ค่าวัตถุดิบต่างๆ ที่เขาขายได้วันละ 800 หักไปแล้วได้กำไรวันละไม่กี่บาท ส่วนคนที่ขายของเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการตั้งแผงลอย บางคน เขาก็คิดว่าถ้าขายได้ไม่กี่บาท เขาไม่ออกมาดีกว่า หรือบางคนก็ออกมาขายของแค่สัปดาห์ละไม่กี่วัน เสาร์-อาทิตย์ จะไม่มาขายเพราะขายไม่ได้

กฤษฎา ธีระโกศลพงษ์

นโยบายรัฐบาลกับการระบาดระลอกแรกและระลอกหลังต่างกันแค่ไหน ในสายตาผู้ค้า

ผู้ค้ามักจะบอกว่า อยากได้เงินเยียวยา เพราะการไม่ล็อคดาวน์ครั้งนี้มันก็เหมือนล็อคดาวน์ไปแล้ว จำนวนลูกค้าไม่เท่าเดิม คนที่ไม่ได้ขายตามแผงลอยอย่างที่เคยขายก็เปลี่ยนไปเป็นการขายแถวบ้าน หรือขายตามห้างสรรพสินค้า หรือเปลี่ยนมาขายผ่านแอพพลิเคชั่น กลายเป็นว่าเขาขายดีขึ้น เพราะคนทำงานที่บ้านกัน ลูกค้าก็ซื้อกันแถวบ้าน ในแง่นี้เขตชานเมืองก็ขายได้ดีเพราะคนอยู่บ้าน แต่เขตในเมืองกลับขายไม่ดี

ต่อคำถามว่าเงินเยียวยาจำเป็นไหมก็คงต้องตอบว่าจำเป็นมาก ผู้ค้าก็อยากจะได้ แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลเขาจะมีเงินมาให้ไหม ผู้ค้าเขาก็คิดว่ารัฐบาลคงไม่มีเงินหรอก เพราะถ้ามีก็คงจะล็อคดาวน์ไปแล้ว จากการสังเกตพบว่าประเด็นสำคัญจะมีอยู่ไม่กี่กรณี คือ ผู้คนคุ้นชินกับความผิดปกติใหม่ ตอนนี้เขาไม่สามารถคาดการณ์ได้แล้วว่าจำนวนยอดขายกับจำนวนลูกค้าของเขาสัดส่วนมันลดลงไปเท่าไหร่ ตอนตอบคำถามสัมภาษณ์ยังตอบผมผิดด้วยนะ คือเมื่อถามซ้ำๆ เลยถามย้ำเขาอีกครั้งว่า พี่…มันใช่ไหม ตัวเลขเท่านี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมจดเลขสัดส่วนไว้ไม่เหมือนกับที่เขาบอก กลายเป็นว่าเขาเริ่มคุ้นชินกับความผิดปกติไปแล้ว คือตัวเลขไม่แน่นอนเลย

การคุ้นชินแบบนี้ทำให้เขาปรับตัวไปด้านใดด้านหนึ่งเสมอ มีคนหลายประเภทอยู่ในสังคม ทั้งคนรวย คนจน แต่ผมยังไม่เจอคนที่จนแบบจนจริงๆ ถึงขั้นมีบ้านอยู่ในสลัม ยังไม่เจอ แต่เจอคนประเภทที่มีบ้าน 2 หลัง แต่ต้องขายอีกหลังทิ้ง กับอีกคนที่ผ่อนรถอยู่ก็ต้องขายรถคันหนึ่งทิ้ง รถคันนั้นเป็นรถเก๋งของเขา ซึ่งเขาก็มีอีกคันที่ไว้ใช้ทำมาหากิน เพราะโควิดระลอกแรกเขาพักชำระหนี้และพยายามประคองมาตลอด แต่ระลอกหลังเขาไม่ไหวแล้ว ก็ต้องขายไป มันเป็นการปรับตัวที่เขาต้องสละทรัพย์สินตนเองที่มีอยู่

ภาพรวมของหนี้สินของผู้ค้าริมทางเท้าจำนวนเท่าไหร่

จากการเก็บข้อมูลรายครัวเรือนพบว่า หนี้สินในภาพรวมตกประมาณต้องจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้บ้านกับรถ ส่วนหนี้สินนอกระบบอย่างอื่นก็มี และวงเงินของแต่ละคนมันมีไม่เท่ากัน เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างปัจเจกมาก แต่ส่วนใหญ่แล้วบอกได้เลยว่ามีหนี้กันทุกคน มีกรณีของการเป็นหนี้สินจากการกู้เงินโครงการธนาคารเพื่อประชาชนบ้าง ซึ่งหมายถึงธนาคารออมสินกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ให้ประชาชนในช่วงโควิดระลอกแรก เขาก็ไปกู้กันมาคนละ 10,000 บาท อย่างคนขายขนมครกที่ผมเล่าไปเมื่อสักครู่ เขาก็ไปกู้มาใช้จ่ายประจำวัน เพราะตอนนั้นระลอกแรกค้าขายไม่ดี ส่วนตอนนี้ระลอกสามถามเขาว่าอยากกู้ไหม เขาก็ตอบว่าอยากกู้ เพราะสถานการณ์มันหนักกว่าเดิมมาก

นโยบายตระกูลชนะทั้งหลาย เช่น ไทยชนะ เราชนะ เข้ามาดูดซับความทุกข์ของพวกเขาได้แค่ไหน

ในมุมมองของผู้ค้า พบว่าโครงการพวกนี้กระตุ้นเศรษฐกิจของเขาได้ดีขึ้น รู้สึกว่าขายของได้เยอะขึ้น อย่างร้านก๋วยเตี๋ยวเขาก็บอกว่าคนมาซื้อโดยการใช้แอพพลิเคชั่นคนละครึ่ง คนชนชั้นกลางในเมืองไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศตลอดจนผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ เขาก็ลงมาซื้อโดยใช้คนละครึ่ง เพราะคนละครึ่งไม่ได้จำกัดเรื่องรายได้ เงินออม จะต่างกับโครงการเราชนะ เรารักกัน มันจะมีเกณฑ์เรื่องของรายได้ว่าในบัญชีห้ามมีเงินเกิน 500,000 บาท แต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่ช่วงโควิดเขาก็ไม่สามารถคาดเดาได้แล้วว่าจะขายได้เหมือนเดิมไหม ผู้ค้าบอกว่าหากโครงการคนละครึ่งหมด ลูกค้าคงจะมาซื้อร้านแผงลอยน้อยลง

ขอขยายความในส่วนของการจัดการทางด้านเศรษฐกิจ ประเด็นคือรัฐบาลได้ไปเยอะมากจากโครงการเหล่านี้ หมายถึงข้อมูลที่สำคัญ เพราะระลอกแรกเคยมีคนออกมาพูดว่ารัฐบาลต้องเยียวยาทุกคนโดยเท่ากัน แต่รัฐบาลใช้วิธีการคัดกรองมีเกณฑ์ว่าใครได้รับผลกระทบ มองในมุมนี้รัฐบาลได้ข้อมูลของอาชีพจากคนที่มาลงทะเบียนโครงการเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น คนที่ประกันตนตามมาตรา 33 รัฐบาลยังพอไปดูได้จากประกันสังคมว่าเป็นลูกจ้างแบบไหน ใช่ไหม แต่เมื่อรัฐบาลได้ข้อมูลจากอาชีพจากคนที่เข้าร่วมโครงการไปแล้ว รัฐบาลก็สามารถเอาไปทำอะไรต่อได้บ้าง

แต่กลับยังเกิดปัญหาเช่น โครงการคนละครึ่งคนที่มีบัตรสวัสดิการของรัฐจะไม่ได้รับเงินเยียวยาตรงนี้ กลายเป็นว่าคนที่ไม่ได้มีบัตรสวัสดิการของรัฐหรือไม่เข้าข่ายในเกณฑ์สามารถใช้โครงการนี้ได้ เพราะสามารถดูเรื่องรายได้ เงินในบัญชีได้ มีร้านค้าไปลงทะเบียนโครงการของรัฐประมาณ 181,234 ร้าน (สถิติวันที่ 14 เมษายน 2564) นี่แปลว่าการลงทะเบียนของร้านค้าเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบของกระทรวงการคลังหมดเลย รัฐบาลสามารถทำแผนที่ได้หมดเลยว่าร้านนี้ตั้งอยู่ตรงไหน และสามารถติดตามได้ กระทั่งทำอะไรได้มากกว่านี้ แต่ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลมองเห็นประเด็นนี้ไหม

คิดว่าเราจะได้เห็นมาตรการของรัฐบาลในระลอกนี้แค่ไหน ทั้งที่มีข้อมูลไปตั้ง 181,234 ร้าน 

ผมเสนอว่าควรมองให้เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว ควรมีวิธีการจัดการปัญหา บางทีรัฐบาลอาจจะมีโครงการเหล่านี้อยู่ แต่เรายังไม่รู้ แต่ถ้ามันมีก็ควรจะต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนกว่านี้ เพราะบทเรียนจากระลอกแรกเห็นได้ว่ารัฐตื่นตระหนกและจัดการไม่ถูก ในช่วงหลังจึงเริ่มมีการจัดการมากขึ้น แต่ว่าย้อนกลับไปตั้งแต่รอบแรกไม่ชัดเจนตั้งนานแล้ว 

1 ปีที่ผ่านมารัฐไม่ได้รับบทเรียนอะไรเลย เหมือนกับว่าล็อคดาวน์แล้วไม่มีมาตรการต่อ ถึงจะไม่ล็อคดาวน์แต่ได้รับผลกระทบเยอะเพราะว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมันเยอะขึ้นกว่าเดิม จึงต้องมาตั้งคำถามว่าแล้วเงินเยียวยารอบนี้จะมีไหม มาตรการช่วยเหลือเยียวยาระยะสั้นอย่างที่รัฐบาลเคยทำมารอบนี้มันจะมีหรือเปล่า

ส่วนมาตรการเยียวยาระยะสั้นอื่นๆ เช่นคนที่อยู่ในแถวหน้า วินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ คนขับรถเมล์ รัฐจะต้องมีอะไรมาสนับสนุนและช่วยเหลือเขา ผมเคยถามผู้ค้าแถวหน้าว่า ทาง กทม. เคยมีมาตรการอะไรมาช่วยเหลือไหม เขาก็ตอบว่าไม่มีเลย จะมีมาก็แค่คำพูดว่าสบายดีไหม ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง ดูแลสุขภาพตัวเองดีๆ นะ ซึ่งผมมองว่าแค่ของช่วยเหลือขั้นพื้นฐานก็สามารถทำได้ เช่น หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ฯลฯ ส่วนในระยะยาวมันต้องมีแนวทางการปฏิบัติมาตรการที่ชัดเจนว่า มาตรการระยะกลางที่ผมมองคือการพักชำระหนี้ในระบบ เพราะหนี้นอกระบบรัฐอาจจะยังเข้าไม่ถึง

ถ้ามองจากคนกลุ่มนี้ รถกับบ้านควรจะให้พักชำระหนี้เอาไว้ก่อนเพราะเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่ผมบอกไปว่า คนขายก๋วยเตี๋ยวเขาไม่ได้จนแต่ว่าเขาเคยได้รายได้ระดับ 20,000 บาท ซึ่งตอนนี้รายได้ตรงนั้นลดมาเหลือแค่ 5,000-8,000 บาท มันส่งผลกระทบมากสำหรับคนที่เคยได้รายได้ประมาณนั้น เพราะรายได้มันหายไปถึง 6 เท่าตัว เขาก็ไม่มีเงินไปผ่อนหนี้ ในระลอกแรกที่ได้เงินเยียวยา 15,000 บาท เขาก็เอาเงินตรงนี้แหละไปผ่อนชำระ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี 

ผู้ค้าได้รับการสนับสนุนหรือการช่วยเหลือจากภาคเอกชนบ้างไหม

ตอนนี้ ไม่เห็นว่าจะมีภาคเอกชนเข้ามาช่วยเหลือ แต่ในส่วนของธนาคารพาณิชย์ผมเคยไปคุยกับผู้ค้ารายหนึ่ง เขาบอกว่าเขาได้ไปพักชำระหนี้ไว้ในช่วงระลอกสอง เพราะมีเรื่องของการผ่อนรถอยู่ ซึ่งเขาไปพักตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม ส่วนถ้าเป็นบริษัทเอกชน เราไม่เห็นว่ามีบทบาทอะไรที่สำคัญ อย่างในส่วนธนาคารเอกชนต่างๆ เขาก็มีมาตรการตามอย่างที่รัฐบาลประกาศไว้อย่างชัดเจน เช่น การให้พักชำระหนี้ช่วงระลอกแรก ตอนนั้นก็เป็นปัญหาอีกว่าพักชำระหนี้ แต่ในส่วนของดอกเบี้ยยังคงจะยืดยาวไปกว่าเดิม

หรือในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ที่ผ่านมา บางคนเขามองว่าสังคมเราจะเข้าสู่ New Normal ผมคิดไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่ามันไม่มีทางจะ New Normal เพราะโควิดจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ โรคระบาดมันไม่ได้ถูกแบ่งโดยเขตแดนอย่างที่ กทม. ทำในแต่ละวัน ที่ประกาศว่าพื้นที่ตรงนี้มีผู้ติดเชื้อเท่าไหร่ ผมกลับมองว่าการระบาดไม่สามารถแบ่งได้ในนิยามนั้น เพราะจริงๆ แค่คุณข้ามไปอีกเขตหนึ่งมันก็มีโอกาสติดเพิ่มได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่นกรณีของตลาดบางแค ผมมองว่าแค่เลยคลองตรงนั้นไปก็เป็นเขตภาษีเจริญแล้ว เพราะฉะนั้นมันใช้คำว่าแบ่งเขตไม่ได้

มีตัวอย่างของผู้ค้าที่ปรับตัวไม่ได้บ้างอยู่เหมือนกัน เป็นกรณีของผู้ค้าที่สูงอายุ ผมได้คุยกับเขาล่าสุดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เขาขายอยู่ในเขตพื้นที่พระนคร หลังห้างเมกะพลาซ่า โดนผลกระทบหนักถึงขั้นที่ขายของไม่ได้จนต้องปิดกิจการ พื้นที่ตรงนั้นจะมีแรงงานกลุ่มที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ทำงานเป็นลูกจ้าง แล้วจะนิยมบริโภคอาหารข้างทาง คนกลุ่มนี้กลับประเทศไปตั้งแต่ระลอกแรกแล้ว ลูกค้าจึงลดน้อยลง กลายเป็นว่าเขาขายได้แค่ลูกจ้างที่เป็นภาคเอกชน บางกรณีของคุณยายก็ย้ายไปขายที่อื่น ชีวิตของผู้ค้ากลุ่มนั้นมีทั้งครอบครัวให้ดูแลแล้วเขาปรับตัวไม่ได้ ใช้เทคโนโลยีก็ไม่เป็น บางคนถึงขั้นที่ไม่ได้รับโครงการคนละครึ่งเลย

เทคโนโลยีเข้ามากระทบกับผู้ค้าริมทางอย่างไร 

เทคโนโลยีในที่นี้ หมายถึง แอพพลิเคชั่นส่งอาหาร ร้านใหญ่ๆ เช่น ร้านข้าว ร้านก๋วยเตี๋ยว มีการใช้เทคโนโลยีตรงนี้เข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มยอดขาย เขาเล่าให้ฟังว่าในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของปีที่แล้ว มีบริษัทแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดินเข้ามาในซอยแต่ละร้านเพื่อเชิญเข้ามาในระบบของการสั่งอาหารออนไลน์ ซึ่งก็มีร้านที่ผมเข้าไปคุยเขาโดนเชิญแต่เขาไม่รู้ว่ามีเงื่อนไขการแบ่งเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ เขาก็สมัครไปก่อน แต่มีรายการและยอดขายไม่เยอะ วันหนึ่งขายได้แค่ 6-7 รายการ ซึ่งอาจจะเพราะโควิดเข้ามา แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่พึงพอใจคือ พวกเขาเป็นคนใช้เทคโนโลยีไม่เป็น เขาก็ตั้งราคาในแอพฯ ไม่เป็น ฉะนั้นจึงให้ผู้ที่มาเสนอแอพพลิเคชั่นเป็นคนกำหนดราคา เขาก็มากำหนดราคาว่าเมนูของคุณขายราคา 30 บาท โดนหักเปอร์เซ็นต์ไปคุณจะเหลือแค่ 21 บาท เพราะโดนหักไป 9 บาท

แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะพนักงานนั้นเอาราคา 30 บาทไปตั้งในแอพฯ เป็น 60 บาท รายการอาหารจึงถูกหักเหลือ 21 บาทเพราะ โดนหัก 42 เปอร์เซ็นต์ แต่ผู้ค้ารายนั้นไม่รู้เลยว่าเขาโดนหักแบบนี้ ก่อนจะมารู้ตอนหลังเพราะให้ลูกชายมาเช็ค จึงรู้ว่าพนักงานตั้งราคาไว้ 60 บาท แม่โดนหักแค่ 9 บาท แต่ผู้บริโภคต้องซื้อในราคา 60 บาท ซึ่งมันเป็นเพราะไม่อธิบายให้เขาเข้าใจและชัดเจนตั้งแต่แรก เพราะเขาก็ใช้เทคโนโลยีไม่เป็น เขาจึงรู้สึกแย่กับแอพพลิเคชั่นนั้นไปเลย  

แต่ก็มีอีก 2 ร้านที่ใช้แอพพลิเคชั่นนั้นเหมือนกัน แต่เขาได้เลิกใช้ไปแล้วเพราะเขารู้สึกว่ามันไม่แฟร์กับเขา เพราะว่าบริษัทรับส่วนแบ่งไปเยอะเกิน ถ้าเรียกตามภาษาบ้านๆ ก็คือการกินหัวคิวโดยที่ตนเองนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ผู้ค้ารายนั้นจึงได้มาใช้แอพพลิเคชั่นใหม่ของธนาคารแห่งหนึ่งซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นาน สิ่งที่เขาบอกน่าสนใจ คือ ถ้าหากวันหนึ่ง แอพพลิเคชั่นนั้นเกิดการเก็บราคา 35 เปอร์เซ็นต์อย่างแอพพลิเคชั่นเก่าที่เขาเคยใช้ เขาก็คงจะยกเลิกเหมือนกันเพราะรู้สึกว่ามันไม่แฟร์